ช่วงนี้แอพพลิเคชั่นสายสุขภาพเป็นเทรนด์ที่มาแรง
ทั้งสามระบบทั้ง iOS, Android และน้องใหม่ Windows
Phone ต่างก็มีผู้ผลิตแอพพลิเคชั่นออกมาเพื่อให้สามารถใช้งานได้บนสมาร์ทโฟนทั้งสามระบบ
แต่วันนี้จะมารีวิว App ที่ใช้งานบนระบบปฏิบัติการ iOS
และใช้งานได้บน iPhone 5S เท่านั้น และ “Nike
+ Move”ก็เป็น App แรกในสายสุขภาพ + กีฬา การันตีคุณภาพของ App โดย “ในกี้” ที่เราคนไทยรู้จักกันในฐานะผู้ผลิตรองเท้าและอุปกรณ์กีฬาระดับสุดยอด
นอกจากนี้ “ไนกี้” ก็ยังเป็นพันธมิตรระดับพิเศษของ Apple มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
สังเกตได้ว่าใน iPhone ทุกรุ่นจะต้องมีคำสั่ง “Nike +
iPod” ติดมาด้วยเสมอ
ดังนั้นใครที่ใช้งาน iPhone 5S อยู่ก็ไม่พลาด App ตัวนี้ครับ
ในเมื่อมันถูกสร้างขึ้นเป็นการเฉพาะตัวขนาดนี้แล้ว แต่ก่อนจะเริ่มพูดถึงตัว App
จริงจัง ก็อาจมีหลายคนสงสัยว่า “ทำไมต้องเป็น iPhone
5S เท่านั้นละ ?”
ในเมื่อ iPhone 5S ก็ใช้จอภาพ
4 นิ้ว ความละเอียดเท่า iPhone 5 หรือว่า
Nike + Move ก็กินพลังเครื่องมหาศาลขนาดที่ต้องใช้ซีพียู “A7”
ตัวใหม่ใน iPhone 5S เท่านั้น คำตอบคือ “ใช่”
และ “ไม่ใช่” ในเวลาเดียวกันครับ เพราะว่า iPhone 5S เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกและรุ่นเดียวในโลกที่มาพร้อมชิปเซ็ต
64 บิทชื่อ “Apple A7” และในโครงสร้างของชิปเซ็ตตัวนี้ก็มีส่วนประมวลผลรอง
[Coprocessor] ที่ชื่อ “M7” ซ่อนอยู่ด้วย
ในช่วงแรกของการปิดตัว iPhone 5S และ A7+M7 ก็มีคนตั้งคำถามเหมือนกันว่า
เดี๋ยวนี้มือถือมันจำเป็นถึงขั้นต้องมีส่วนประมวลผลเสริมอีกตัวแล้วหรือนี่ ?
แต่จริง ๆ นอกจาก M7 จะช่วยทำงานในหลาย ๆ ด้านแล้ว
มันยังถูกกำหนดหน้าที่พิเศษอย่างหนึ่งมาในฐานะ “Motion Processer” ด้วย แปลง่าย ๆ ก็คือ M7 จะคอยจับการเคลื่อนไหวของผู้ถือเครื่อง
และยังทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ตัวอื่น ๆ ทั้งเข็มทิศและไจโรสโคป
เพื่อความแม่นยำที่สูงขึ้น
นี่ละคือสิ่งใหม่ที่ Apple Inc ซ่อนไว้ใน iPhone 5S นอกจากการสแกนลายนิ้วมือ
และไนกี้ก็ไม่พลาดที่จะพัฒนา App สำหรับใช้งานร่วมกันออกมากลายเป็น
“Nike + Move”ในที่สุด
Nike + Move คืออะไร ?
สรุปง่าย ๆ คือ Nike + Move จะเก็บรวบรวมข้อมูลการเคลื่อนไหวทุกอย่างของเรา
แสดงเป็นกราฟให้เข้าใจง่ายว่าวันนี้เราได้ทำอะไรลงไปบ้าง
แน่นอนครับว่าปัญหาของคนทำงานยุคใหม่ในตอนนี้ก็คือ
“ลงพุง” เพราะแต่ละวันเราไม่ค่อยได้ เดินไปไหน
แถมยังไม่ได้ขยับตัว [แค่ขยับก็เท่ากับออกกำลังกายนะครับ]
ตื่นเช้ามาก็ขับรถเข้าออฟฟิศ
แล้วก็นั่งจมอยู่กับกองเอกสารหรืองานบนคอมพิวเตอร์
พอห้าโมงเย็นก็ไปกินเหล้าสังสรรค์เมากับเพื่อนฝูง แต่จากนี้ไป “Nike + Move’
จะเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ชีวิตใหม่ให้กลายเป็นคนสุขภาพดี โดยสิ่งที่ App ตัวนี้ให้ได้ก็เช่นกัน
- รายงานการเคลื่อนไหวในแต่ละวันของเรา
ทั้งการเดิน การวิ่ง และการขยับตัวอื่น ๆ ในรูปแบบของกราฟที่เข้าใจง่าย
- เทียบการเคลื่อนไหวในวันนี้กับเมื่อวาน
เพื่อทำเป็นตารางออกกำลังกาย
- แสดงข้อมูลการเคลื่อนไหวทั้งหมดของวันในรูปแบบแผนที่ว่า
เราได้วิ่งไปไหนบ้างหรือเดินกลับบ้านได้ไกลเท่าไร
- แข่งกันออกกำลังกายกับเพื่อน ๆ ที่ใช้ “Nike
+ Move” เหมือนกันได้
- แปลงการเคลื่อนไหวกลายเป็นคะแนน “NikeFuel”
น่าสนุกใช่ไหมละ ทั้งได้ออกกำลังกาย
ได้สุขภาพและยังได้แข่งขันกับคนอื่น ๆ ทำให้ไม่น่าเบื่อ แต่ถ้าใครไม่เคยลองใช้ App
ของไนกี้ [หรือไม่เคยออกกำลังกายเลย] ละก็ อาจจะงง ๆ ว่า คะแนน “NikeFuel”
ที่ว่ามันคืออะไรหรือ
คะแนน NikeFuel คืออะไร
ใครที่เป็นนักกีฬาตัวจริงหรือชอบของเล่นสายสุขภาพน่าจะเคยได้ยินชื่อ
“Nike + Fuelband” กันมาบ้างแล้ว ในฐานะของสายรัดข้อมือที่จะคอยวัดการเคลื่อนไหวของเราในสามแกน
[XYZ] และก็แปลงการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันของเราออกมาเป็นคะแนน
“NikeFuel” พูดง่าย ๆ ก็คือ ถ้าใครมี iPhone 5S ก็ไม่ต้องซื้อ Nike Fuelband และคะแนน “NikeFuel”
คืออะไรกันแน่ ?
สมัยก่อนเรามักจะวัดพลังงานเป็นหน่วย “แคลอรี่”
ครับไม่ว่าจะเป็นการ “ใส่เข้าไป” อย่างการทานอาหารก็วัดเป็นปริมาณแคลอรี่
หรือจะเป็นการ “เอาออกมา” ด้วยการวิ่งจ๊อกกิ้ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน
ก็วัดหน่วยเป็นแคลอรี่เช่นกัน จนวันหนึ่งไนกี้บอกว่า
“หน่วยแคลอรี่ไม่ดีพอ”จึงเป็นที่มาของหน่วยวัดแบบใหม่ที่ใช้ร่วมกันกับการติดเซนเซอร์เข้ากับตัวมนุษย์โดยตรง
เพื่อให้เกิดความแม่นยำสูงขึ้น แล้วมันก็เกิด “NikeFuelband” ขึ้นมา[แต่บางคนก็มองว่ามันคือ
การตลาดแนวใหม่ของไนกี้ครับ]
สำหรับค่า NikeFuel ที่แนะนำในแต่ละวันก็คือ
3,xxx แต้มครับ ว่าแล้วก็รีบหยิบ iPhone 5S มาลงโปรแกรม Nike + Move กันเลยดีกว่า
ติดตั้ง Nike + Move
ราคาของ “Nike Fuelband” อยู่ที่
5 พันบาท แต่ถ้าใครใช้ iPhone 5S อยู่ละก็
ไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้อสายรัดข้อมืออันนี้ ต้องขอบคุณหน่วยประมวลผลรอง M7
ครับ การติดตั้ง Nike + Move ก็งายนิดเดียว
เริ่มจาก
1. เข้าคำสั่ง App Store แล้วพิมพ์คำว่า
“Nike + Move” ลงไป ก็จะเห็น App หน้าตาไอคอนเป็นสีน้ำเงิน
ๆ
2. เมื่อติดตั้งเสร็จก็ลองเรียกโปรแกรมขึ้นมา
แล้วกด “Get Going”
3. โปรแกรมจะสอนการใช้งานคร่าว ๆ
และอธิบายลูกเล่นของ App นี้ เราก็อ่านหรือกดผ่านไป
4. จากนั้น Nike + Move จะขออนุญาตจับการเคลื่อนไหวของเรา
[Would Like to Access You Motion Activity] ก็กด OK
5. เมื่อมาถึงหน้าที่มีวงกลมเล็ก ๆ
ตรงกลางก็ให้เรา “ขยับตัว” ครับ สังเกตว่าวงกลมจะค่อย ๆ ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ
จนสุดขอบจอ นี่คือการตรวจสอบเซนเซอร์ของ M7 นั่นเอง
6. แล้วเราก็เข้าสู่หน้าจอล็อกอิน ตรงนี้เราเลือกได้ครับว่าจะล็อกอินด้วยชื่อผู้ใช้งานไนกี้
หรือจะล็อกอินด้วยชื่อผู้ใช้งาน Facebook ก็ได้
7. เสร็จสรรพก็ตัดมาที่หน้าจอ “Today” รายงานผลสรุปว่าวันนี้เราขยับตัวไปมากน้อยแค่ไหน และได้คะแนน NikeFuel
ไปเท่าไหร่ [หากใช้งานครั้งแรก ตัวเลขอาจอยู่ที่
0 ก็ไม่ต้องตกใจครับ]
แค่ขยับก็เท่ากับออกกำลังกาย
จากนี้หน้าที่ของเราก็คือ ขยับครับ เพื่อให้ Nike
+ Move จับการเคลื่อนไหวและประมวลผลเป็นคะแนน NikeFuel โดยตัว App ไม่ได้มีคำสั่งอะไรที่ซับซ้อนมากมายนัก
หน้าจอหลักก็มีแค่ 6 หน้า ปัดเลื่อนซ้ายขวาไปมา ได้แก่
หน้าที่ 1 Today : รวมข้อมูลของวันนี้
แสดงเป็นคะแนน NikeFuel
หน้าที่ 2 When You Move : แสดงกราฟการเคลื่อนไหวในปัจจุบัน
หน้าที่ 3 How You Move : แยกประเภทการเคลื่อนไหวของเรา
ทั้งแบบเดิน แบบวิ่ง และแบบอื่น ๆ
หน้าที่ 4 Where You Move : วาดการเคลื่อนไหวของเราลงบนแผนที่
หน้าที่ 5 You Movement : เทียบการเคลื่อนไหวปัจจุบันกับวันก่อน
ๆ
หน้าที่ 6 Move with Friends : ในหน้าต่างนี้เราสามารถล็อกอินเข้าสู่ “เกมเซ็นเตอร์” เพื่อแข่งกับเพื่อน
ๆ เก็บคะแนน NikeFuel ได้ด้วย
นอกจากนี้ มุมซ้ายบนของ App ก็จะมีคำสั่ง Option อีกเล็กน้อยเป็นการอธิบายวิธีการทำงานของ
Nike + Move เพิ่มเติม การโหลด App
ตัวอื่น ๆ ของไนกี้ เช่น Nike + Running ไว้จับการวิ่งโดยเฉพาะ
และถ้าใครจะล็อกเอาท์ออกจากระบบก็ทำได้ตรงนี้เช่นกัน
นอกนั้นไม่ต้องรู้อะไรเลยครับ เพราะ Nike
+ Move และ iPhone 5S จะทำงานร่วมกันแบบออโต้ทุกอย่าง
สิ่งที่เราต้องทำก็แค่ “ขยับ” เท่านั้นจริง ๆ
App นี้จึงเหมาะทั้งกับคนที่ชอบออกกำลังกาย
จะได้เช็คว่าในแต่ละวันเราใช้พลังงานไปเท่าไรจริง ๆ
และก็ยังเหมาะกับทั้งคนที่ไม่มีเวลาไปยิม ไปฟิตเนส หรือไปเตะบอลด้วย
จะได้ควบคุมการกินได้ถูก รวมทั้งกับผู้สูงอายุที่อยากจะเดินวันละมาก ๆ
เพื่อสุขภาพที่ดีก็ไม่ต้องไปซื้อเครื่องวัดอื่นใด ขอแค่มี “iPhone 5S” กับ “Nike + Move” ก็พอแล้ว
รูปภาพ : www.siampod.com
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น